“ศัลยกรรมดึงหน้า” บอกลาปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย

“ศัลยกรรมดึงหน้า” บอกลาปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย

การทำศัลยกรรมเฟสล็อค หรือการทำศัลยกรรมดึงหน้านั้น เป็นการทำศัลยกรรมใบหน้าที่เป็นเทคนิคใหม่ ที่จะช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับคนที่มีอายุเยอะ และมีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย รอยตีนกา ความเหี่ยวย่น ที่โบท็อกซ์ หรือการร้อยไหม ประสิทธิภาพอาจจะไม่เพียงพอที่จะช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าได้ ซึ่งการทำศัลยกรรมเฟซล็อคเป็นการผ่าตัดศัลยกรรมที่จะตอบโจทย์ และช่วยให้เห็นผลว่าใบหน้าดูเด็กลงอย่างเห็นผลที่สุด  แต่การทำศัลยกรรมเฟซล็อคนั้น ไม่ใช่ว่าศัลยแพทย์คนใดก็สามารถทำได้ แต่จะต้องเป็นศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะการทำศัลยกรรมเฟสล็อคนั้น เรียกได้ว่าเป็นเทคนิคการผ่าตัดที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ และเป็นเทคนิคขั้นสูง ซึ่งที่ธีรพรคลินิกนั้น มีอาจารย์หมอที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ และช่วยให้ หนุ่มๆ สาวๆ ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย รอยตีนกา ให้ใบหน้ากลับมาตึงสวย กระชับ และดูดีอย่างเป็นธรรมชาติมาแล้วหลายต่อหลายคน เช่นเดียวกับเคสของคุณขวัญจิรา ยามาเบะ หรือคุณขวัญ ที่เข้ามาปรึกษาคุณหมอที่ธีรพรคลินิก เพราะว่ามีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย รอยตีนกา และรอยลึกบนใบหน้า ทำให้สูญเสียความมั่นใจ และอยากจะดูอ่อนเยาว์กว่าอายุ เมื่อมีคนแนะนำเรื่องการทำศัลยกรรมเฟสล็อค คุณขวัญก็มีความสนใจจึงได้เข้ามาปรึกษากับทางคุณหมอ และได้ตัดสินใจทำศัลยกรรมเฟสล็อคในที่สุด ซึ่งคุณขวัญนั้นอยากมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์ ไม่ดูแล้วแก่ อยากดูสวยขึ้น เพราะเป็นผู้หญิงเรื่องสวยๆ งามๆ ใครก็อยากสวย แล้วยิ่งอายุเยอะแล้ว แน่นอนว่าไม่อยากดูแก่ ยังอยากดูเด็กอยู่ คุณหมอเลยได้แนะนำให้ทำศัลยกรรมดึงหน้าขึ้น และก็ได้ทดลองดึงใบหน้าก่อนทำศัลยกรรมให้คุณขวัญดู เพื่อเห็นภาพว่าหลังจากทำศัลยกรรมเฟสล็อคแล้วนั้น จะยกกระชับขึ้นเพียงใด ซึ่งการทำศัลยกรรมเฟสล็อคนั้นจะช่วยทำให้ใบหน้าตึงกระชับ ลดความหย่อนคล้อยไปได้นานกว่า 10 ปีเลยทีเดียว   สำหรับคนที่กังวลเรื่องแผลเป็นนั้นทางคุณหมอได้ผ่าตัดซ่อนแผลอยู่บริเวณด้านข้างไรผม จะมองไม่เห็นแผลเป็น และไม่เป็นแผลคีรอยด์ ที่สำคัญใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน มีการติดตามผลฟอลโลว์อัพเรื่อยๆ และนัดเข้ามทำความสะอาดล้างบาดแผล ที่คลินิก ดังนั้นสบายใจได้เลยว่า จะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน ประมาณ 1 เดือนหลังจากผ่าตัดศัลยกรรมก็จะเห็นผลชัดเจนว่าใบหน้าดูตึงกระชับขึ้น รอยตีนกา รอยเหี่ยวย่น และใบหน้าที่เคยหย่อนคล้อยนั้นจะหายไป ใบหน้าดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัด จนคุณขวัญบอกว่า หลายคนที่เจอเธอปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีแต่คนทักว่า ดูเด็กลง ดูสวยขึ้น ทำให้เธอประทับใจมากๆ เลยล่ะค่ะ ข้อมูลเรียบเรียงโดย โดดเด่น >> http://dodeden.com/268628.html...
Read More
นอนน้อยบ่อยครั้ง เวลานานๆ ไป ระวังหน้าเบี้ยว ขยับใบหน้าไม่ได้!

นอนน้อยบ่อยครั้ง เวลานานๆ ไป ระวังหน้าเบี้ยว ขยับใบหน้าไม่ได้!

ตื่นมาก็รู้สึกหน้าเบี้ยว กินน้ำแล้วน้ำไหลออกมุมปาก เคี้ยวข้าวไม่ได้ บ้วนปากไม่ถนัด หลับตาไม่สนิท แถมเม้มปากเพื่อทาลิปสติกก็ยังทำไม่ได้! ถ้าวันนึงสาวๆ ตื่นมาแล้วมีอาการ "หน้าเบี้ยว" จะทำยังไงกันดีนะ!? วันนี้เราจะมาบอกเล่าให้ฟังพร้อมเตือนให้สาวๆ ใส่ใจในสุขภาพของตัวเองให้มากกว่านี้ เพราะนี่คือ "ประสบการณ์ตรง" ที่เกิดขึ้นจริงกับเราเองเมื่อสักประมาณเดือนตุลาคมปี 2559 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบันหายดีเรียบร้อยแล้วค่าาา :D เจ้า "อาการหน้าเบี้ยว" ที่ว่านี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหนุ่มสาวในปัจจุบันเลยนะจะบอกให้! อาการหน้าเบี้ยว คือ อาการของโรค Bell's Palsy หรือโรค อัมพาตเบลล์นั่นเองค่ะ โรคนี้จะเป็นโรคที่ไม่มีสัญญาณเตือนภัยมาก่อน ถ้าจะเป็นก็เป็นเลย ส่วนมากมักเกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราอยู่ในจุดที่ต่ำมากๆ สาเหตุหลักๆ ก็จะมาจากความเครียดสะสมและอาการพักผ่อนไม่เพียงพอนั่นเองค่ะ ใครที่รู้ตัวว่าตอนนี้พฤติกรรมของเรานั้นเป็นเช่นนี้อยู่ ขอให้รีบเปลี่ยนซะ เพราะเวลามันจะเป็นที มันจะมาแบบไม่รู้ตัวเลยนะ จะบอกให้! โรค Bell's Palsy หรือโรคอัมพาตเบลล์นั้น จะมีลักษณะของอาการอัมพาตครึ่งซีกใบหน้า ส่งผลทำให้ใบหน้าเบี้ยวครึ่งหนึ่ง ซ้ายขวาแล้วแต่คนค่ะ ส่วนอาการร่วมด้วยก็จะมีแขนขาอ่อนแรง ตาหลับได้ไม่สนิท (>>ซึ่งข้อนี้ก็จะส่งผลทำให้กระจกตาของเราอักเสบได้ค่ะ) เคี้ยวข้าวไม่ได้ เม้มปากไม่ได้ ดื่มน้ำแล้วน้ำหกไหลออกมา ทำจมูกบานไม่ได้ เลิกคิ้วไม่ได้ ยิ้มก็ไม่ได้ ขำก็ไม่ได้ โอ๊ยย สารพัดสารเพเลยค่ะ สาเหตุหลักๆ ของมันก็คือ "เส้นประสาทเส้นที่ 7 ของสมองเกิดอาการอักเสบหรือมีความผิดปกติค่ะ" ส่วนสาเหตุที่ทำให้เส้นประสาทเส้นที่ 7 ของเราอักเสบนั้นก็เกิดขึ้นจากการติดเชื้อและติดไวรัสมา ซึ่งเจ้าไวรัสตัวนี้ก็ไม่ได้สามารถระบุได้ว่าคือไวรัสตัวไหน แต่ถ้าจะให้พูดแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ เวลาที่ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันต่ำนั้น จะติดไวรัสได้ง่าย ซึ่งไวรัสนี้จะเข้าไปทำอันตรายต่อเส้นประสาทเส้นที่ 7 ของสมองซึ่งทำให้กลายเป็นโรค Bell's Palsy ได้นั่นเองค่ะ โรคนี้ไม่ใช่โรคที่อันตรายอะไร สามารถรักษาให้หายเองได้แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาที่นานพอสมควร และขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูร่างกายของคนแต่ละคนด้วย ช้าเร็วไม่สามารถกำหนดได้จริงๆ ค่ะ โรคนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก รวมถึงสภาพจิตใจด้วย ท้อแท้กันเลยทีเดียวนะ เวลาเป็นโรคนี้น่ะ T____T เริ่มต้นอาการมันเป็นมายังไงล่ะ!? เราจะมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ตรงของเราที่ได้เคยเป็นโรคนี้มาให้ฟังกันค่ะ ช่วงปลายเดือนกันยายนเป็นช่วงที่เราได้ไปเที่ยวต่างประเทศและได้เป็นหวัด เนื่องจากตากฝนที่ประเทศนั้นจนร่างกายอ่อนแอ รวมถึงมีความเครียดสะสม ไม่ได้พักผ่อน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โทรม เครียด ร่างกายอ่อนแอมากๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่เพราะคิดว่าแค่ง่วงนอนธรรมดา และมีความวิตกกังวลจากปัญหาส่วนตัวที่ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา จิตใจว้าวุ่นสุดๆ จนได้กลับมาที่ไทยและได้เข้ารับการผ่าตัดทำศัลยกรรมบางอย่าง พอผ่าตัดเสร็จ กลับบ้าน นอน ตื่นมาก็ได้ค้นพบว่าตัวเองหน้าไม่เท่ากัน ตอนแปรงฟันก็ไม่สามารถบ้วนปากแบบปกติได้ ชัดเจนที่สุดคือเม้มปากตอนทาลิปสติกไม่ได้ และดื่มน้ำไม่ได้เลยค่ะ พอเริ่มรู้สึกตัวถึงความผิดปกติก็รีบไปหาหมอเพื่อจัดการมันซะ ... แน่นอนว่าเราต้องเครียดมากๆ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรค่ะ เลยได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาล เป็นคุณหมอประจำแผนกอายุรกรรมค่ะ รักษาด้านเส้นประสาทโดยเฉพาะ (ที่รู้ว่าต้องไปหาหมอแผนกไหน เพราะก่อนหน้านั้นได้เลยปรึกษากับทางเภสัชดูและคุณเภสัชได้แนะนำมาว่าให้ไปพบแพทย์ทางด้านอายุรกรรมค่ะ) คุณหมอได้ทำการรักษาให้โดยให้กินยา Prednisolone คือยาที่เป็นสเตียรอยด์ รวมถึงให้ทำกายภาพใบหน้าโดยการใช้ไฟฟ้าช็อตเพื่อกระตุ้นค่ะ แรกๆ ก็ทำถี่บ่อย ทำทุกวันเลย แต่หลังๆ จะทำวันเว้นวันค่ะ ซึ่งตอนกลับบ้านก็ต้องมานั่งทำกายภาพเองด้วย เพื่อที่จะได้ฟื้นตัวเส้นประสาทเส้นที่ 7 ให้ดีขึ้นค่ะ คุณหมอได้บอกเราว่าขั้นต่ำในการรักษาของเราคือ "ใช้เวลารักษาขั้นต่ำ 6 เดือน" ตอนนั้นฟังแล้วจะเป็นลมเลย เพราะทรมานมากจริงๆ ออกไปไหน คุยกับใครก็ไม่ได้เลย แต่การรักษาแบบธรรมดาเราก็รู้สึกว่ายังไม่ได้ การแพทย์ทางเลือกอย่างแพทย์แผนจีนจึงเข้ามามีบทบาทในที่สุด! หลังจากได้ทำทุกทางเพื่อค้นคว้าหาวิธีที่จะทำให้การรักษาโรคนี้เป็นไปได้อย่างเร็วที่สุด ก็ได้ค้นพบมาว่าอีกอย่างที่ควรทำ คือ การฝังเข็มบนใบหน้าเพื่อรักษาค่ะ อันนี้เราแอบคุณหมอไปทำมา เพราะจริงๆ คุณหมอไม่แนะนำแต่เราก็อยากลองดู ปรากฏว่าหน้าขยับได้เร็วขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยค่ะ ทำให้เรารู้สึกว่ามีความหวังมากๆ ในการรักษาที่จะไม่ต้องมานั่งรอกว่าจะหายให้นานถึง 6 เดือน จนในที่สุดก็ได้ค้นพบอีกหนึ่งวิธีการรักษาที่สามารถช่วยให้หายได้เร็วขึ้นไปอีก ... จากการทำงานในวงการความสวยความงามและวงการแพทย์ ทำให้เราได้รับคำแนะนำจากคุณหมอชลธิศ ศัลยแพทย์ชื่อดังแห่งธีรพรการแพทย์ ที่ได้ให้คำแนะนำว่า "การให้วิตามินบำรุงเข้าเส้นเลือดโดยตรง" ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยรักษาโรค Bell's Palsy ให้หายได้เร็วยิ่งขึ้น แล้วเราจะรออะไรอยู่ล่ะคะ .. ไปให้วิตามินสิ โดยคุณหมอชลทิศก็เป็นแพทย์ผู้ที่ให้วิตามินกับเราเองค่ะ ทำที่ธีรพรการแพทย์เลย ใครจะไปรู้ว่าคลินิกศัลยกรรมชื่อดังที่นึกว่าจะมีแต่การผ่าตัด เค้าจะมีการรักษาอาการอัมพาตครึ่งใบหน้าด้วย ซึ่งเจ้าวิตามินตัวนี้ คือ...
Read More