บทความศัลยกรรม

ตื่นมาก็รู้สึกหน้าเบี้ยว กินน้ำแล้วน้ำไหลออกมุมปาก เคี้ยวข้าวไม่ได้ บ้วนปากไม่ถนัด หลับตาไม่สนิท แถมเม้มปากเพื่อทาลิปสติกก็ยังทำไม่ได้!

ถ้าวันนึงสาวๆ ตื่นมาแล้วมีอาการ “หน้าเบี้ยว” จะทำยังไงกันดีนะ!? วันนี้เราจะมาบอกเล่าให้ฟังพร้อมเตือนให้สาวๆ ใส่ใจในสุขภาพของตัวเองให้มากกว่านี้ เพราะนี่คือ “ประสบการณ์ตรง” ที่เกิดขึ้นจริงกับเราเองเมื่อสักประมาณเดือนตุลาคมปี 2559 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบันหายดีเรียบร้อยแล้วค่าาา 😀

บทความศัลยกรรม

เจ้า “อาการหน้าเบี้ยว” ที่ว่านี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหนุ่มสาวในปัจจุบันเลยนะจะบอกให้! อาการหน้าเบี้ยว คือ อาการของโรค Bell’s Palsy หรือโรค อัมพาตเบลล์นั่นเองค่ะ โรคนี้จะเป็นโรคที่ไม่มีสัญญาณเตือนภัยมาก่อน ถ้าจะเป็นก็เป็นเลย ส่วนมากมักเกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราอยู่ในจุดที่ต่ำมากๆ สาเหตุหลักๆ ก็จะมาจากความเครียดสะสมและอาการพักผ่อนไม่เพียงพอนั่นเองค่ะ ใครที่รู้ตัวว่าตอนนี้พฤติกรรมของเรานั้นเป็นเช่นนี้อยู่ ขอให้รีบเปลี่ยนซะ เพราะเวลามันจะเป็นที มันจะมาแบบไม่รู้ตัวเลยนะ จะบอกให้!

บทความศัลยกรรม

โรค Bell’s Palsy หรือโรคอัมพาตเบลล์นั้น จะมีลักษณะของอาการอัมพาตครึ่งซีกใบหน้า ส่งผลทำให้ใบหน้าเบี้ยวครึ่งหนึ่ง ซ้ายขวาแล้วแต่คนค่ะ ส่วนอาการร่วมด้วยก็จะมีแขนขาอ่อนแรง ตาหลับได้ไม่สนิท (>>ซึ่งข้อนี้ก็จะส่งผลทำให้กระจกตาของเราอักเสบได้ค่ะ) เคี้ยวข้าวไม่ได้ เม้มปากไม่ได้ ดื่มน้ำแล้วน้ำหกไหลออกมา ทำจมูกบานไม่ได้ เลิกคิ้วไม่ได้ ยิ้มก็ไม่ได้ ขำก็ไม่ได้ โอ๊ยย สารพัดสารเพเลยค่ะ สาเหตุหลักๆ ของมันก็คือ “เส้นประสาทเส้นที่ 7 ของสมองเกิดอาการอักเสบหรือมีความผิดปกติค่ะ” ส่วนสาเหตุที่ทำให้เส้นประสาทเส้นที่ 7 ของเราอักเสบนั้นก็เกิดขึ้นจากการติดเชื้อและติดไวรัสมา ซึ่งเจ้าไวรัสตัวนี้ก็ไม่ได้สามารถระบุได้ว่าคือไวรัสตัวไหน แต่ถ้าจะให้พูดแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ เวลาที่ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันต่ำนั้น จะติดไวรัสได้ง่าย ซึ่งไวรัสนี้จะเข้าไปทำอันตรายต่อเส้นประสาทเส้นที่ 7 ของสมองซึ่งทำให้กลายเป็นโรค Bell’s Palsy ได้นั่นเองค่ะ โรคนี้ไม่ใช่โรคที่อันตรายอะไร สามารถรักษาให้หายเองได้แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาที่นานพอสมควร และขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูร่างกายของคนแต่ละคนด้วย ช้าเร็วไม่สามารถกำหนดได้จริงๆ ค่ะ โรคนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก รวมถึงสภาพจิตใจด้วย ท้อแท้กันเลยทีเดียวนะ เวลาเป็นโรคนี้น่ะ T____T

เริ่มต้นอาการมันเป็นมายังไงล่ะ!?

เราจะมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ตรงของเราที่ได้เคยเป็นโรคนี้มาให้ฟังกันค่ะ ช่วงปลายเดือนกันยายนเป็นช่วงที่เราได้ไปเที่ยวต่างประเทศและได้เป็นหวัด เนื่องจากตากฝนที่ประเทศนั้นจนร่างกายอ่อนแอ รวมถึงมีความเครียดสะสม ไม่ได้พักผ่อน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โทรม เครียด ร่างกายอ่อนแอมากๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่เพราะคิดว่าแค่ง่วงนอนธรรมดา และมีความวิตกกังวลจากปัญหาส่วนตัวที่ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา จิตใจว้าวุ่นสุดๆ จนได้กลับมาที่ไทยและได้เข้ารับการผ่าตัดทำศัลยกรรมบางอย่าง พอผ่าตัดเสร็จ กลับบ้าน นอน ตื่นมาก็ได้ค้นพบว่าตัวเองหน้าไม่เท่ากัน ตอนแปรงฟันก็ไม่สามารถบ้วนปากแบบปกติได้ ชัดเจนที่สุดคือเม้มปากตอนทาลิปสติกไม่ได้ และดื่มน้ำไม่ได้เลยค่ะ

บทความศัลยกรรม

พอเริ่มรู้สึกตัวถึงความผิดปกติก็รีบไปหาหมอเพื่อจัดการมันซะ …

แน่นอนว่าเราต้องเครียดมากๆ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรค่ะ เลยได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาล เป็นคุณหมอประจำแผนกอายุรกรรมค่ะ รักษาด้านเส้นประสาทโดยเฉพาะ (ที่รู้ว่าต้องไปหาหมอแผนกไหน เพราะก่อนหน้านั้นได้เลยปรึกษากับทางเภสัชดูและคุณเภสัชได้แนะนำมาว่าให้ไปพบแพทย์ทางด้านอายุรกรรมค่ะ) คุณหมอได้ทำการรักษาให้โดยให้กินยา Prednisolone คือยาที่เป็นสเตียรอยด์

รวมถึงให้ทำกายภาพใบหน้าโดยการใช้ไฟฟ้าช็อตเพื่อกระตุ้นค่ะ แรกๆ ก็ทำถี่บ่อย ทำทุกวันเลย แต่หลังๆ จะทำวันเว้นวันค่ะ ซึ่งตอนกลับบ้านก็ต้องมานั่งทำกายภาพเองด้วย เพื่อที่จะได้ฟื้นตัวเส้นประสาทเส้นที่ 7 ให้ดีขึ้นค่ะ คุณหมอได้บอกเราว่าขั้นต่ำในการรักษาของเราคือ “ใช้เวลารักษาขั้นต่ำ 6 เดือน” ตอนนั้นฟังแล้วจะเป็นลมเลย เพราะทรมานมากจริงๆ ออกไปไหน คุยกับใครก็ไม่ได้เลย

บทความศัลยกรรม

แต่การรักษาแบบธรรมดาเราก็รู้สึกว่ายังไม่ได้ การแพทย์ทางเลือกอย่างแพทย์แผนจีนจึงเข้ามามีบทบาทในที่สุด!

หลังจากได้ทำทุกทางเพื่อค้นคว้าหาวิธีที่จะทำให้การรักษาโรคนี้เป็นไปได้อย่างเร็วที่สุด ก็ได้ค้นพบมาว่าอีกอย่างที่ควรทำ คือ การฝังเข็มบนใบหน้าเพื่อรักษาค่ะ อันนี้เราแอบคุณหมอไปทำมา เพราะจริงๆ คุณหมอไม่แนะนำแต่เราก็อยากลองดู ปรากฏว่าหน้าขยับได้เร็วขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยค่ะ ทำให้เรารู้สึกว่ามีความหวังมากๆ ในการรักษาที่จะไม่ต้องมานั่งรอกว่าจะหายให้นานถึง 6 เดือน

บทความศัลยกรรม

จนในที่สุดก็ได้ค้นพบอีกหนึ่งวิธีการรักษาที่สามารถช่วยให้หายได้เร็วขึ้นไปอีก …

จากการทำงานในวงการความสวยความงามและวงการแพทย์ ทำให้เราได้รับคำแนะนำจากคุณหมอชลธิศ ศัลยแพทย์ชื่อดังแห่งธีรพรการแพทย์ ที่ได้ให้คำแนะนำว่า “การให้วิตามินบำรุงเข้าเส้นเลือดโดยตรง” ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยรักษาโรค Bell’s Palsy ให้หายได้เร็วยิ่งขึ้น แล้วเราจะรออะไรอยู่ล่ะคะ .. ไปให้วิตามินสิ โดยคุณหมอชลทิศก็เป็นแพทย์ผู้ที่ให้วิตามินกับเราเองค่ะ ทำที่ธีรพรการแพทย์เลย ใครจะไปรู้ว่าคลินิกศัลยกรรมชื่อดังที่นึกว่าจะมีแต่การผ่าตัด เค้าจะมีการรักษาอาการอัมพาตครึ่งใบหน้าด้วย

บทความศัลยกรรม

ซึ่งเจ้าวิตามินตัวนี้ คือ วิตามินมากมายหลากหลายชนิดรวมๆ กันซึ่งสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูเส้นประสาทของสมองได้ดีและช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็ว โดยการให้จะเป็นการให้ผ่านเส้นเลือดเข้าไปค่ะ ให้โดยตรงเข้าเลือด ตรงเข้าสู่เส้นประสาทของสมองได้เลยทันที ขอบอกเลยว่า อาจจะดูน่ากลัวนะคะ แต่ไม่เจ็บเลยยย! ฝังเข็มเจ็บกว่า นี่พูดเลยค่ะ นอนให้ไปสบายๆ คุณหมอมือเบามาก

เราได้ให้วิตามินจำนวน 3 ครั้ง (เว้นระยะห่างกันประมาณ 3-5 วัน) เพียงแค่นั้น ใบหน้าของเรามีอาการโดยรวมดีขึ้นถึง 95% ในระยะเวลาแค่เพียง 1 เดือนครึ่งเท่านั้น แต่ในระยะหว่างนั้นเราก็ยังรักษากับคุณหมอโดยการทำกายภาพใบหน้าพร้อมกับการฝังเข็มไปด้วยควบคู่กันนะคะ เมื่อเรารักษาทั้งหมด 3 ทางนี้ อาการ Bell’s Palsy ของเราดีขึ้นถึง 98% ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น ถือว่าเจ๋งมากกกกกก!

บทความศัลยกรรม

ใครที่รู้ตัวว่าตัวเองเสี่ยงต่อการเป็น หรือเข้าข่ายว่าเป็นแล้วก็รีบเปลี่ยนพฤติกรรม รีบไปหาหมอ และรักษาตัวเองให้ดีนะคะ จะรักษาโดยคุณหมออย่างเดียว หรือจะรักษาหลายๆ แบบอย่างเราก็ดี ควรรีบจัดการค่ะ รักษาให้หายแล้วก็อย่าลืมเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองกันด้วยล่ะ ไม่งั้นถ้ากลับมาเป็นรอบ 2 คุณหมอเค้าเตือนแล้วว่า “เป็นหนักกว่าเดิม รักษายากกว่าเดิมแน่นอน!”